รายงานประจำอาทิตย์ครับ

คนไทยนี้เข้าใจยากจริงๆนะครับ....

 เมื่อก่อน เค๊าอยู่เมืองไทย ก็เดินขบวนตะโกนว่า.. “ทักษิณ ออกไป”
ตอนนี้ เค๊าก็ออกไปอยู่ข้างนอกแล้ว ทำไมถึงเรียกร้องให้.. “ทักษิณ กลับมา”

คนไทยเป็นแบบนี้ ทักษิณของกุ๊กไก่ คงจะงงแย่เลยนะครับ

คนไทยนี้เข้าใจยากจริงๆน๊ะ.... สงสัยเจ้าปัญหากันตั้งแต่เด็กๆ
สมัยก่อนเป็นเด็กเจ้าปัญหา = สมัยนี้โตขึ้นมาเลยกลายเป็นผู้ใหญ่สับสน

นิทานเรื่องที่ 5 .... “เด็กเจ้าปัญหา” อาจพอตอบคำถามได้ไม๊ครับ

 ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์

 

 

นิทานเรื่องที่ ๕ เด็กเจ้าปัญหา...

 

 

ในยุคที่เด็กคือศูนย์กลางของการเรียน การเรียนรู้ระบบนี้เป็นเรื่องดี

 

เพราะเด็กจะสามารถแสดงออกและต่อตัวในองค์ความรู้และความสามารถของเขาได้เต็มที่

 

พลังภายในก็แสดงออกมาให้ประจักษ์  ไม่ถูกบดบังด้วยความเก๋าและความรอบรู้

 

(ที่มีมากกว่าตามตำราเดิม)ของผู้สอน แต่บางครั้งการเรียนระบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง

 

ของทุกอย่างแบบไม่มีกรอบจำกัด ก็อาจจะทำให้เด็กเปลี่ยนจากตนเองเป็นศูนย์กลาง

 

ของการเรียน กลายเป็นว่าตนเองนั้น.....

 

 

 

เป็นศูนย์กลางของโลก  แล้วก็ขยายตัวเป็น à  ศูนย์กลางระบบสุริยะ

 

และขยายตัวต่อไปเป็น àศูนย์กลางของกาเล็กซี่  

 

เพื่อเข้าสู่ àศูนย์กลางจักรวาล   เมื่อเข้าสู่จุดเหล่านี้

 

เขาอาจจะกลายเป็น àศูนย์กลางแห่งความว่างเปล่า

 

และจบการเรียนการสอนนั้นด้วยการทำให้เขาเป็น สูญกลางของความสูญหาย

 

 

 

ผมตะเวนไปสอนวิชากฎหมายอาคารอยู่หลายมหาวิทยาลัย

 

เป็นการสอนวิชาที่ยากมากสำหรับคนที่เรียนมาทาง วิทยาศาสตร์ + ศิลปะ 

 

เพราะการทำให้เด็กเกิดความเข้าใจในตรรกของนิติอักษรศาสตร์เบื้องต้น

 

จะเหนื่อยทั้งผู้เรียนและผู้สอน  อันตามมาด้วยความง่วง และจบด้วยความไม่รู้เรื่อง และเสียเวลา 

 

 

ตอนหนึ่งของการสอน ก็สอนเรื่องเกี่ยวกับ

 

ประมวลกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายอาญา ยกตัวอย่างว่าเรื่องของ

 

"สิทธิ์แห่งความเป็นเจ้าของ" มีการถามตอบกับเด็กๆว่า.......

เราถาม..... "ถ้ากิ่งต้นไม้เพื่อนบ้านยื่นเข้ามาในบ้านเรา เราจะตัดส่วนที่ยื่นเข้ามาได้หรือไม่"
เด็กตอบ... "ได้ครับ"
เราถาม.... "ถ้าอย่างนั้นหมาเขาเข้ามาบ้านเรา เราจะจับมาปิ๊งกินได้ไม๊ล่ะ"
เด็กเงียบ........ (คงงงว่า ครูมันจะมาท่าไหนอีกหว่า)
เราถาม(อีก).... "ถ้าลูกสาวเขาเข้ามาในบ้านเรา เราจับมาเป็นคนใช้ได้เลยไม๊ ?"
เด็ก (ฮาาาา).... "บ่ได้ครับ"
เราถาม..... "ถ้ายังงั้น ต้นไม้ก็สิ่งมีชีวิตเหมือนกัน เราจะตัดของเขาได้ไม๊ล่ะ"
เด็ก(เค้นตอบแบบแค้นใจ).... "ไม่ได้คับ"

 

 

เด็ก(ย้อน)ถาม.... "แล้วเราต้องทำยังไงครับ"
เราตอบ.... "ก็ไปบอกเขาให้ตัด เขาไม่ตัดก็แจ้งความ เพราะความผิดของเขาเราจะลงโทษเอง   ไม่ได้ เช่นเขามาเตะปากหมาเรา เราจะไปเตะเขากลับหรือเตะปากหมาของเขากลับไม่ได้ ความทางอาญานั้น ต้องให้รัฐเป็นเป็นคนกลางในการจัดการ"


เด็กอีกคนหนึ่งถามเพราะสงสัยนอกเรื่องว่า....

  "ปากหมาของอาจารย์หมายถึง ปากของสุนัขของเขา หรือปากเขาที่ไม่ดีคะ"

 


เราตอบนอกเรื่องแบบหมาๆ.... "เขาที่คุณคิดหน่ะ เป็นมนุษย์ หรืออวัยวะของสัตว์ตัวหนึ่งล่ะ"



เด็ก(ผู้รับปรัชญาเถื่อนๆไม่ทัน)....... เงียบ....

(แบบคงแค้นนิดๆ จนหายง่วงตอนบ่ายๆหลังอาหาร)

 

 

เด็กถาม.... "อาจารย์ครับ ถ้าหมาของเพื่อนบ้านมาทำหมาบ้านเราท้อง

ลูกหมาออกมาเป็นของใครครับ"
เราตอบ.... "เป็นของเรา"
เด็กถาม.... "ทำไมครับ ก็เป็นเรื่องของ ๒ เพศ ๒ บ้าน จึงเกิดลูกหมานี่ครับ"
เราตอบ.... "ก็เพราะว่าการผสมพันธ์สัตว์ประเภทหมาเป็นเรื่องธรรมชาติชั่วคราว

หากเจ้าของไม่มีการตกลงกันเรื่องของพันธุ์และพันธะ ผู้ที่ต้องเลี้ยงดูให้หมาแข็งแรง

ให้อาหารแก่ลูกในท้องหมา เป็นหน้าที่ของเรา เราจึงเป็นเจ้าของลูกหมา

กรรมทั้ง ๒ อย่างคือตอนผสม กับตอนเติบโตนั้นแยกกัน ยิ่งตอนคลอดอยู่ในบ้านเราด้วย

จึงเป็นหลักฐานโดยประจักษ์ที่เราแสดงได้"

เด็กถาม... "อาจารย์ครับ ถ้าหมาเพื่อนบ้านทำหมาเราท้อง แล้วเราเลี้ยงมันตอนท้อง

แต่มันไปออกลูกบ้านอื่น ลูกหมาจะเป็นของใครครับ"

เราถาม(แบบกวนโอ๊ย เพื่อตรวจสอบท่าที).... "ตอนไปคลอดบ้านอื่นหน่ะ มันไปยังไง"
เด็กถาม.... "มันเดินโซเซไปครับ"
เราตอบ.... "ผมไม่ทราบคำตอบครับ ตรงนี้ผมเก่งไม่พอ ตอบไม่ได้ครับ

 


เด็กยิ้ม   เด็กยิ้มลึก   เด็กยิ้มแย้ม  ........  เด็ก  ยิ้ม  ยิ้ม  ยิ้ม

 

 

คำตอบของคำถามเรื่องนี้ สามารถตอบได้ว่า ลูกหมานั้นยังเป็นของเราอยู่

เพราะการเกื้อกูลเลี้ยงดูในเวลานานจนเป็นปกติธุระนั้น ถือเป็นภารกิจและทำให้เกิดสิทธิ

ของความเป็นเจ้าของด้วยความผูกพันและรับผิดชอบ การที่หมา บังเอิญ เดิน โซเซ

เข้าไปคลอดลูกที่บ้านอื่นนั้น จึงไม่ถือว่าเจ้าของบ้านอื่นจะมีสิทธิสมบูรณ์ในการเป็น

เจ้าของลูกหมา เพราะเขามิได้ทำหน้าที่ที่สมบูรณ์และตั้งใจมาก่อนหน้านั้น......

 

แต่ผมก็อยากจะตอบว่า ไม่รู้ มากกว่าจะอธิบายเหตุผลในตอนนั้น ณ เวลา เช่นนั้น

 

เด็กเขายิ้มเพราะอะไรหนอ
เขายิ้มที่ครูแก่ๆที่พูดเก่ง ท่าเหมือนเก่ง ตอบไม่ได้ใช่ไหม
เด็กเขายิ้ม... เพระเขาคิดว่าเขาชนะใช่ไหมเอ่ย
เด็กยิ้ม.... เพราะอะไรกันหนอ


 

เด็กเอ๋ย...... โลกนั้นกว้างใหญ่เหลือนัก ซุนปินบอกว่า.....


"นักบริหารที่ดีต้องหัดแพ้ให้เป็น แพ้ให้ถูกเวลา แพ้ในยุทธภูมิ เพื่อชนะในสงคราม

 

(Not only win the battle but lost the war)"

ณ วินาทีนั้น รู้สึกว่า.... เด็กต้องการชัยชนะบ้าง

หากชัยชนะที่เขาต้องการ มิได้มีความหมายเรื่องการพ่ายแพ้ของความถูกต้องมากนัก

สมองของเขาก็จะเปิดออกต่อไป จิตของเขาก็จะเปิดกว้างเพื่อการรับรู้ต่อไป

เมื่อสมองและจิตของเขาไม่ถูกปิดกั้นด้วยโมหะจริต  .... การเรียน การสอน ก็ดำเนินต่อไป

 

ถ้าคำตอบที่บอกว่า ไม่รู้ ทำให้การเรียนการสอนดำเนินต่อไปได้

วันหนึ่ง เมื่อเวลาเหมาะสม คำตอบที่ถูกต้องก็จะถูกอธิบายความ... เมื่อสมองและจิตเขาเปิดรับ

โลกยังไม่แตกในวันนี้หนอ.... โลกก็คงยังไม่แตก ในการเรียนครั้งต่อไปในสัปดาห์หน้าหนอ

 

 

จะบอกศิษย์ที่รักว่า..          ยิ้มนอกตอนแพ้

ยิ้มในเมื่อรู้ว่าแพ้

เป็นชัยชนะที่ไม่ต้องบอกใคร

คำถามท้ายนิทานเรื่องนี้เพื่อบันเทิงปัญญา...


. คุณเคยบริหารการแพ้ก่อนจะแพ้ เพื่อแพ้ บ้างหรือเปล่าครับ


. คุณเคยใช้กุศโลบาย " ก า ลั ก น้ำ "

    ให้คนอื่นสนใจอย่างหนึ่ง  เพื่อให้เขาได้อีกอย่างหนึ่งที่เราอยากให้บ้างไหมครับ


. ลูกหมาที่คลอดในบ้านคนอื่นนั้น หากหมาตายทั้งกลม ใครต้องรับผิดชอบฝังศพหมาครับ

 

 

 

 

 

ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์

 

  picture credit : www.deviantart.com

edit @ 24 Jun 2009 11:11:01 by MazeaH

Comment

Comment:

Tweet

ยอดเยี่ยมสมชื่อ

#2 By iDoi* on 2009-06-24 20:20

ขอตอบคำถามท้ายนิทานแล้วกันนะคะ
1.ไม่เคยบริหารการแพ้ค่ะ เพราะไม่เคยคิดว่าจะแพ้หรือจะชนะใคร คิดแค่ว่าจะชนะตนเองอย่างไรเท่านั้นเอง
2.ก็ต้องมีกันบ้างล่ะคะ
3.ก็เจ้าของบ้านสิค่ะ หรือจะให้เหม็นเน่าคาบ้านก็ตามใจ
big smile open-mounthed smile confused smile

#1 By Moo Duck Dick on 2009-06-24 10:24