เป็นเรื่องที่ตั้งใจจะอัพเมื่อนานมาแล้ว แต่เอาเวลาไปทำอย่างอื่นแทน

 ความจริง ก็ว่าจะดอง(อีกแล้ว)  ไม่สิ มันดองได้ทีแล้ว บวกกับมีโครงการลูกต้นไม้พอดี

อยากให้ลูกโต เลยเอา ฟอร์เวิดเมล มาอัพดีก่า ๕๕๕๕  ขอขอบคุณ อ.ยอดสำหรับสิ่งดีๆทุกอย่างที่อ.ให้ครับ

 

 

รายงานวันเสาร์ครับ

            ผมกำลังเริ่มหัดเขียน “นิทาน” ครับ จะเอานิทานที่เอาไว้สอน “เด็กโข่ง”

มาค่อยๆเรียบเรียงแล้วเขียนขึ้นใหม่ กะว่าจะเขียนสัก ๒๐ เรื่องเป็นอย่างน้อยครับ

ไม่ทราบว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน วันนี้ก็เลยเอาความเก่าๆมา RE WRITE ใหม่

ใส่รูปใส่สีเข้าไป ก็เลยส่งมาให้อ่านครับ

             นิทานนี้ สามารถเอาไปเปลี่ยนอะไรก็ได้ (ถ้าเป็นประโยชน์ต่อสังคม) ไม่ต้องขออนุญาตใดๆครับ

จะ Forward ไปไหนก็เชิญครับ จะเปลี่ยนความหรือเปลี่ยนชื่อคนเขียนก็ได้ครับ

 

 จึงเรียนมาเพื่อทราบ และบันเทิงปัญญาครับผม
ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์

credit picture DA (www.deviantart.net)

 

   นิทานเรื่องที่ ๑ ...เรื่องของ เห็ด

 

 

ผมชอบเมืองอีสาน ผมชอบคนอีสาน ชอบไปค่ายสร้างโรงเรียนที่อีสาน  ผมเกิดโรงพยาบาลจุฬาฯแต่ไปอีสานบ่อยจนสื่อสารภาษาลาว เขมร และส่วยพอไหว ....เพราะผมชอบอีสาน ผมก็เลยไปสอนหนังสือที่อีสาน เพราะคิดว่ารู้เรื่องอีสานพอสมควร  ผมบากหน้าไปหารุ่นพี่เพื่อขอสอนหนังสือมหาวิทยาลัยขอนแก่น  และพี่เขาก็ใจดีอนุญาตให้ผมสอนหนังสือนักศึกษาคณะสถาปัตย์ขอนแก่น ผมสอนที่ขอนแก่นสอนอยู่ 3-4 ปี  ด้วยความสนุกและเชื่อมั่นว่าผมสามารถสอนนักเรียนอิสานได้ดี แต่สอนไปพักหนึ่งจึงได้รู้ว่าเราไม่ได้รู้เรื่องคนอีสานจริงๆอย่างที่ตัวเองคิดไว้ มีความล้ำลึกอีกมากมายที่เราไม่รู้เรื่องเลย...... จึงเกิดความสำนึกในมโนคติว่า

 

การที่จะสอนหนังสือนั้น เราต้องมีองค์ความรู้ในการที่จะไปสอนหนังสือเด็กได้ ถ้าเราไม่มีองค์ความรู้ไปสอนหนังสือเด็ก นั่นคือการสำเร็จความใคร่ทางวาจา โดยใช้เด็กเป็นอุปกรณ์สำเร็จความใคร่นั่นเอง......

 

เมื่อไม่แน่ใจ ผมจึงตัดสินใจท่องอิสานเพื่อสร้างความเข้าใจ และตามหาภูมิปัญญาของ

ชาวบ้านอิสาน เริ่มต้นขับรถท่องไปในอิสานอย่างไม่มีเงื่อนไข เจออะไรก็เข้าไปดู

พูดคุยกับชาวอิสานไปเรื่อยๆ ผมก็ใช้เวลาขับรถเลียบแม่น้ำโขงอยู่หลายสิบวัน ค่ำไหนนอนนั่น

พูดคุยกับชาวบ้านอย่างไม่มีพิธีกรรมใดๆ

 

วันหนึ่งผมเดินไปกับชาวบ้านในป่าโปร่งแห่งหนึ่ง เจอขอนไม้ท่อนหนึ่งมีเห็ดขึ้นเต็มไปหมด เห็ดดอกใหญ่ขาวสวย  

 

จึงถามเขาว่า  เห็ดพวกนี้กินได้ไหมครับ ? 

ชาวบ้านท่านตอบว่า ได้ 

จึงถามต่อไปว่า อร่อยไหม ? 

อร่อย

ขายได้ไหม ?

ชาวบ้านท่านตอบว่า ได้

 

ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเดินไปเรื่อยๆ จนในที่สุดไปพบถึงต้นก่อต้นหนึ่ง  ต้นก่อเป็นต้นไม้ที่เคยได้ยินมาจากคนอิสานว่า ในหลวงท่านเคยบอกคนอิสานว่า อย่าตัด  เพราะต้นก่อเป็นต้นไม้ที่มีรากฝอยเยอะ จะมีอะไรขึ้นอยู่ใต้ต้นไม้เยอะเลย เป็นต้นไม้ที่แล้งอย่างไรก็ไม่ตาย เป็นต้นไม้ที่เอาไว้พยุงดินและชะลอน้ำ เดินผ่านเข้าไปที่ใต้ต้นก่อ ก็เห็นเห็ดดอกเล็กๆ ขึ้นอยู่ ลักษณะเป็นสีดำๆเป็นจุดๆไม่ค่อยสวย

 

ผมก็ถามว่า เห็ดพวกนี้ กินได้ไหมครับ ?

ท่านตอบว่า ได้

อร่อยไหม ?

ไม่ค่อยอร่อย

ขายได้ไหม ?

ไม่ได้

ทำไมถึงขายไม่ได้ ?

ชาวบ้านท่านอธิบายว่า   เพราะดอกไม่สวย ดอกดำเล็ก ไม่ค่อยอร่อย ไม่มีคนอยากซื้อ

 

ผมก็รำพึงขึ้นว่า เห็ดบนขอนไม้ดีกว่าเห็ดที่ใต้ต้นก่อเยอะเลยนะ

 

เดินไปสักพัก ชาวบ้านท่านนั้นก็พูดขึ้นมาว่า

อาจารย์.... ปีหน้าเห็ดที่ขอนไม้ไม่มีแล้ว เพราะว่าเห็ดมันกินขอนไม้หมด  แต่เห็ดใต้ต้นก่อมันจะขึ้นอีก เพราะว่าเห็ดจะทิ้งเชื้อเอาไว้ และรากต้นก่อจะรักษาเชื้อนั้นเอาไว้ ชื้นคราวหน้าเมื่อไรเราก็จะมีเห็ดกิน แต่เห็ดที่ขอนไม้มันกินขอนไม้หมดแล้ว

 

 

ผมก็ครางตอบว่าว่า อ๋อ..... แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อออกไป

 

พักใหญ่ผ่านไป ชาวบ้านท่านก็พูดขึ้นมาว่า

อาจารย์ครับ...คนเราบางคนก็ทำตัวเองเหมือนเห็ดที่ขึ้นบนขอนไม้ ดูดกินซากเดิมขององค์ความรู้ที่ตัวเองเคยมีอยู่ ไม่นานความรู้นั้นก็หมดไปหรือล้าสมัยไป เหมือนกับคนที่มีศักดิ์มีชื่อเสียงมีปริญญา ถ้าไม่สร้างและสะสมความดีและความสามารถให้เพิ่มพูน  อีกไม่นานสิ่งที่เคยมีก็จะหมดไป กลายเป็นคนไร้ค่า ที่ยังลุ่มหลงอยู่กับอดีตที่รุ่งเรือง และลาภยศสรรเสริญที่ผ่านไปแล้ว......

 

อาจารย์ครับ... คนเราน่าจะทำตัวให้เหมือนเห็ดใต้ต้นก่อ ที่มีความยั่งยืนในการดำรงชีพ มีคุณค่าที่ยาวนาน  ไม่ต้องดูดีหรูหรามากก็ได้ แต่มีคุณค่าในความพอเพียงของสิ่งรอบๆตนเอง เป็นคุณค่าที่จะอยู่ไปได้อีกนาน จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเองและต่อผู้อื่นไปได้ไม่จบสิ้น....

 

อาจารย์ครับ... ผมคิดว่าชาวบ้านต้องการเห็ดใต้ต้นก่อ มากกว่า เห็ดบนขอนไม้ครับ

 

อาจารย์ครับ... คนเป็นครู ที่จะสอนหนังสือต่อไป น่าจะเป็นเห็ดใต้ต้นก่อ มากกว่า เป็นเห็ดบนขอนไม้ไม๊ครับ

 

 

เรื่องนี้..... เราจะเป็นเห็ดใต้ต้นก่อหรือเห็ดบนขอนไม้ เป็นเรื่องที่ต้องคิดกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่จะเป็นนักวิชาชีพที่เอาวิชาชีพไปรับใช้สังคม

หรือคนที่เป็นครูบาอาจารย์ที่ต้องเอาความ รอบรู้ ไปถ่ายทอดให้อนุชนรุ่นหลัง

 

ถ้าคิดว่าตัวเราเก่งแล้ว สำเร็จแล้ว และหยุดตัวเองอยู่ตรงนั้น หยุดโดยไม่รู้ว่าจนเองหยุด นานเข้าก็จะหลงอยู่กับความสำเร็จในอดีต แต่ไม่มีทางเดินสำหรับอนาคตข้างหน้า....  เป็นความไม่ยั่งยืน ....... ใช่หรือไม่หนอ

 

 

 

 

 

ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

จริง...confused smile

#2 By wesong on 2009-06-14 00:34

เนื้อเรื่องดี
ข้อคิดเยี่ยม
ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆครับconfused smile Hot! Hot! Hot!

#1 By araignee on 2009-06-13 15:00